วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561

ส้มโอที่ประทับตรา ของดีเมืองปัตตานี




ส้มโอหวาน หอม อร่อย เปลือกบาง เนื้อนิ่ม สีแดงทับทิม
ต้อง "ส้มโอปูโกยะรัง" ซึ่งแปลว่า "ส้มโอที่ประทับตรา"
ของดีมีคุณค่าจนได้รับตราสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ "GI"
ของจังหวัดปัตตานี
(ชมคลิป)

Cr. รายการ "กบนอกกะลา" ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 20.45 น.
ทางช่อง 9 MCOT HD


วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เมื่อคุณหาที่พักผ่อนจิตใจคุณจะนึกถึงสถานที่ใดใน 3 จังหวัดชายแดนใต้


หาดนราทัศน์ และอ่าวมะนาว
แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ จ.นราธิวาส


หาดนราทัศน์ นราธิวาส
หาดนราทัศน์เป็นชายหาดที่มีความสวยงาม โค้งหาดยาวต่อเนื่องประมาณ 5 กิโลเมตร มองเห็นได้ไกลจนสุดลูกหูลูกตา จรดกกับปลายแหลมปากแม่น้ำบางนราทางทิศใต้ แต่ก่อนนั้นชายหาดนี้จะกว้างมากจนเมื่อมีการสัมปทานขุดทราย ทำให้หาดนี้แคบลงกว่าแต่ก่อนมาก อย่างไรก็ดีหาดนี้ก็ยังเป็นหาดที่มีความสวยงามอยู่เช่นเดิม ริมหาดที่ร่มรื่นด้วยทิวสนมากมาย อีกทั้งยังมีลมพัดเย็นบรรยากาศเป็นส่วนตัว ทำให้หาดนราทัศน์เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองนราธิวาส และนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเสมอ




นอกจากหาดทรายขาวสะอาด น้ำทะเลใสเหมาะแก่การลงเล่นน้ำแล้ว ริมหาดนี้ยังมีหมู่บ้านชาวประมงตั้งกระจายเป็นระยะ ๆ ชายหาดช่วงที่อยู่ด้านหน้าหมู่บ้านจะมีเรือนกอและจอดเรียงรายอย่างสวยงาม โดยเฉพาะลักษณะของเรือกอและที่มีการวาดลวยลายอันวิจิตร ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของชาวใต้ ริมหาดนี้ยังมีร้านอาหารเรียงรายอยู่หลายร้าน ใต้แนวสนที่ร่มรื่นยังเหมาะแก่การตั้งแค้มป์ รวมถึงมีบังกะโลริมหาดสำหรับผู้ที่ต้องการพักค้างคืนอยู่

นอกจากจะได้มาเที่ยวชายหาดที่สวยที่สุดของจังหวัดนราธิวาสแล้ว หาดนราทัศน์ยังเป็นสถานที่ในการจัดงานประเพณีชักพระ ในช่วงเดือน 11 ของทุกปีด้วย นอกจากหาดนราทัศน์แล้ว นราธิวาสยังมีชายหาดที่น่าสนใจอีกคือ อ่าวมะนาว ตั้งอยู่บริเวณเขาตันหยง ห่างจากตัวเมืองนราธิวาสประมาณ 3 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 4084 (นราธิวาส-ตากใบ-สุไหงโก-ลก) ระหว่างกิโลเมตรที่ 3-4 เลี้ยวซ้ายตามป้ายบอกทางประมาณ 1 กิโลเมตร



อ่าวมะนาว เป็นอ่าวที่มีหาดทรายอยู่หลายช่วง ยาวประมาณ 4 กิโลเมตร จนถึงเขตพระราชฐานของพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ อ่าวแต่ช่วงนั้นคั่นด้วยแหลมหิน มีเนินเขาที่สามารถขึ้นไปชมทิวทัศน์ได้ นับเป็นอ่าวและหาดที่มีความสวยงามที่สุดอีกหาดหนึ่ง ตั้งอยู่ที่บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติอ่าวมะนาว-เขาตันหยง ใกล้ ๆ กับหาดอ่าวมะนาวยังมีน้ำตกธารสวรรค์ให้เที่ยวด้วย



ทางทิศใต้ของหาดนราทัศน์อยู่ติดกับปากน้ำบางนรา ซึ่งเป็นที่ตั้งชุมนุมชาวประมงท้องถิ่น ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถชมภาพชีวิตชาวประมง และชมเรือกอ ซึ่งมีศิลปะลวยลายสีสันสวยงามเป็นจำนวนมากในลำน้ำ โดยเฉพาะในยามเย็นที่ชาวประมงนำเรือกอและออกไปหาปลา นอกจากนี้แม่น้ำบางนรายังเป็นสถานที่จัดงานแข่งเรือกอและเป็นประจำทุกปีอีกด้วย

การเดินทาง จากตัวเมืองขับรถตามถนนสายพิชิตบำรุง ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ชายหาดอยู่สุดถนนหรือใช้บริการรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง หรือรถสามล้อจากตัวเมืองก็ได้


วันอังคารที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ปูโละกายอ


ปูโละกายอ 

ปูโละกายอ เป็นภาษามลายู ปูโละ คือ "ข้าวเหนียว" กายอ คือ "สังขยา" รวมก็คือข้าวเหนียวสังขยา แต่ข้าวเหนียวสังขยาหรือปูโละกายอของปัตตานี จะแตกต่างกับข้าวเหนียวสังขยาของจังหวัดอื่น ๆ เนื่องจากข้าวเหนียวสังขยาของปัตตานี สังขยากับข้าวเหนียวอยู่ติดกัน

ส่วนผสม
1. ข้าวเหนียว
2. มะพร้าว (กะทิ)
3. ไข่ไก่หรือไข่เป็ด
4. น้ำตาล

วิธีการปรุง
1. นึ่งข้าวเหนียวจนสุกแล้วยกลงมาหลนกับหัวกะทิให้เข้ากัน โดยลักษณะของข้าวเหนียวค่อนข้างเปียก จากนั้นนำไปอัดในถาดให้เน่น โดยให้ข้าวเหนียวอยู่ในถาด 2/3 ของถาด
2. ส่วนของสังขยา ใช้ไข่ไก่หรือไข่เป็ดผสมน้ำตาลทรายหรือน้ำตาลโตนด นวดให้เข้ากัน เมื่อได้ก็นำไปเทลงในถาดที่อัดข้าวเหนียวไว้แล้ว จากนั้นำไปนึ่งจนสังขยาแห้งและสุก ก็จะได้ ปูโละกายอตามต้องการ

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ก๋วยจั๊บแช่ขาที่ตำบลอัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา



กินก๋วยจั๊บ "แช่ขากลางน้ำ"
ไปดูธุรกิจหนึ่งที่ในแหล่งท่องเที่ยวตำบลอัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา ที่ขายทั้งโปรแกรมล่องแก่ง
จบแล้วกินก๋วยจั๊บ ที่ไม่ใช่นั่งกินธรรมดา แต่เป็นการกินไปแช่ขากลางน้ำไป ที่ตำบลอัยเยอร์เวง อ.เบตง 

มีร้านก๋วยจั๊บที่ใช้ชื่อว่าร้าน “แช่ขากลางน้ำ” ที่กำลังได้รับความนิยม โดย นายอารี หนูชูสุข ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลอัยเยอร์เวง บอกพิกัดของร้านนี้ว่า ตั้งอยู่ที่จุดสิ้นสุดของการล่องแก่งของตำบลอัยเยอร์เวง เจ้าของเป็นคนในพื้นที่ซึ่งจะขายรวมกับโปรแกรมการล่องแก่ง เมื่อลูกค้าล่องแก่งมาถึงจุดสิ้นสุดก็จะรับประทานก๋วยจั๊บ นั่งกินโดยเท้าแช่น้ำเย็นๆ มีนักท่องเที่ยวมากันจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์หรือช่วงวันหยุดยาวในเทศกาลต่างๆ 



















นายอารี เล่าว่า จุดขายของร้านก๋วยจับ “แช่ขากลางน้ำ” อยู่ที่โต๊ะนั่งสำหรับรับประทานตั้งอยู่กลางแม่น้ำปัตตานี ในช่วงหน้าแล้งน้ำจะใส และเย็นสบาย ในขณะที่เจ้าของร้านเป็นคนในพื้นที่และเป็นคนรุ่นใหม่ จึงมีวิธีการประชาสัมพันธ์ผ่านเฟซบุ๊ค ทำให้ร้านเป็นที่รู้จักในวงกว้างอย่างรวดเร็ว ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจากจังหวัดใกล้เคียงเดินทางเข้ามามากขึ้น และถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ นอกจากทะเลหมอกอัยเยอร์เวง

Cr. ยะลาใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน

วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2560

ทำไมต้องถือศีลอด?



    มีช่วงหนึ่งที่หลายคนสงสัยว่าทำไมอิสลามไม่กินข้าวกินน้ำตอนกลางวัน เป็นเพราะว่ากำลังอยู่ในช่วงของการถือศีลอด
    การถือศีลอด เป็นบทบัญญัติที่พระผู้เป็นเจ้าได้กำหนดไว้ให้มนุษย์ได้ปฏิบัติมาตั้งแต่ ดึกดำบรรพ์แล้ว แต่เนื่องจากผู้คนในศาสนาต่างๆเข้าใจและถือศีลอดกันอย่างผิดๆ ดังนั้น ไม่ผิดหรอกที่ท่านทั้งหลายจะไม่รู้ งั้นเรามาเรียนรู้และเข้าใจอิสลามกันเถอะ
การถือศีลอดเป็นข้อหนึ่งของหลักปฏิบัติของอิสลาม 5 ประการ
     1.ต้องปฏิญาณตนต่อพระเจ้า
     2.ต้องดำรงละหมาด 5 เวลา คือ ตอนรุ่งอรุณ ตอนบ่าย ตอนตะวันคล้อย ตอนตะวันตกดิน และยามค่ำคืน
    3.ต้องถือศีลอดในเดือนรอมฎอน เดือนที่ 9 ของปฏิทินอิสลาม
    4.ต้องจ่ายซะกาต
    5.ต้องทำหัจญ์ คือ การเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่นครมักกะฮ์
    การถือศีลอด ตามความหมายทางศาสนาของอิสลาม คือการงดเว้นจากการกิน การดื่ม การเสพ และการมีความสัมพันธ์ทางเพศ ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นจนถึงดวงอาทิตย์ตกตลอดทั้งเดือนรอมฎอนของทุกปีซึ่งอาจ จะมีระยะเวลา 29 หรือ 30 วัน โดยมีเจตนาว่าทำเพื่ออัลลอฮฺ
เป้าหมายของการถือศีลอด พอจะประมาณได้มีอยู่ 3 ประการ
    1. เพื่อให้เกิดความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ
    2. เพื่อให้เกิดสุขภาพดี
    3. เพื่อได้รู้ถึงสภาพคนยากจน และเกิดความสงสารเห็นอกเห็นใจ
ผู้ที่จำเป็นต้องถือศีลอด คือ
    1. เป็นมุสลิม
    2. มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์
    3. บรรลุศาสนภาวะ
    4. มีสุขภาพดี
    5. ไม่เดินทาง
    6. สตรีที่ไม่มีรอบเดือน
    7. ไม่มีเลือดนิฟาส (เลือดหลังจากคลอดบุตร)


ผลดีของการถือศีลอด
    1) ประการแรกก็คือเพื่อเป็นการฝึกให้เกิดความรู้สึกยับยั้งตนเองและเกรงกลัว พระเจ้า (หรือที่เรียกกันว่า ตักวา ) โดยปกติแล้ว แรงกระตุ้นให้ทำบาปนั้นมักจะเกิดขึ้นจากการมีความต้องการเยี่ยงสัตว์มากเกิน พอดี แต่การถือศีลอดจะช่วยลดความรู้สึกทางด้านนี้ลง ด้วยเหตุนี้ ท่านนบีจึงได้แนะนำชายหนุ่มที่ยังไม่สามารถแต่งงานและไม่สามารถควบคุมความ ความต้องการทางเพศของตัวเองได้ให้ถือศีลอด เพราะการถือศีลอดจะช่วยลดอารมณ์ทางเพศลง
    2) การถือศีลอดทำให้คนร่ำรวยและคนมีอันจะกิน รู้สึกถึงความหิวและความกระหาย ความรู้สึกเช่นนี้ด้วยตัวเองจะทำให้คนเหล่านั้นรู้สึกถึงความทุกข์ยากของคน จนและมีจิตใจที่อยากจะช่วยเหลือคนเหล่านั้น นอกจากนี้แล้ว อิสลามยังได้แนะนำให้ทำทานแก่คนยากจนและคนตกทุกข์ได้ยากในเดือนนี้เป็นพิเศษ ด้วย และก่อนที่เดือนแห่งการถือศีลอดจะสิ้นสุดลง อิสลามก็วางข้อกำหนดไว้อย่างเข้มงวดให้มุสลิมทุกคนต้องจ่าย "ซะกาตฟิฏเราะฮฺ" (ซึ่งเป็นข้าวสารประมาณ 3 ลิตร)แก่คนยากจนหรือคนไม่มีจะกินเพื่อให้คนเหล่านี้มีอาหารสำหรับฉลองวัน เทศกาล "อีดิล ฟิฏริ" หากใครไม่จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ อัลลอฮฺก็จะยังไม่รับการถือศีลอดของคนผู้นั้น ดังนั้น การถือศีลอดจึงเป็นมาตรการหนึ่งที่ช่วยดึงคนมีอันจะกินให้หันมารับรู้ความ รู้สึกของคนหิวโหยและช่วยเหลือคนเหล่านั้น
    3) การถือศีลอดเป็นการฝึกฝนผู้ศรัทธา ให้รู้จักอดทนในการที่จะเผชิญต่อความยากลำบาก ที่อาจจะเกิดขึ้นเป็นบางครั้งบางคราวในชีวิต เช่น การขาดแคลนอาหาร หรือวิกฤตการณ์ต่างๆ
    4) การหิวและการอดอาหารนานเกินไปอาจทำให้ร่างกายอ่อนแอ แต่การกินอาหารมากเกินไปนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายของมนุษย์มากกว่า ดังนั้น การถือศีลอดในบางครั้งจึงเป็นผลดีต่อสุขภาพของร่างกาย เป็นการบำบัดโรคบางอย่าง เพราะการอดอาหารจะช่วยลดไขมันที่เกินความต้องการและขับสารพิษบางอย่างออกจาก ร่างกายของมนุษย์ การทดลองและการสังเกตุของวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ยืนยันถึงเรื่องนี้แล้ว ท่านนบีได้เคยกล่าวว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างมีซะกาต และซะกาตของร่างกายคือการถือศีลอด" (ซะกาตหมายถึงการซักฟอกให้สะอาดและความเจริญงอกงาม)
    5) การถือศีลอดเป็นการปกป้องผู้ถือศีลอดให้พ้นจากบาปต่างๆ เพราะในขณะถือศีลอด ผู้ถือศีลอดไม่เพียงแต่จะต้องงดเว้นจากการกิน การดื่มเท่านั้น แต่ยังจะต้องงดเว้นจากการนินทาว่าร้าย การพูดจาไร้สาระ การคิดและการทำสิ่งชั่วช้าเลวทรามต่างๆด้วย อิสลามถือว่าคนที่ถือศีลอดแต่ยังไม่งดเว้นจากการนินทาว่าร้ายผู้อื่นนั้นจะ ไม่ได้อะไรจากการถือศีลอดนอกไปจากความหิว
    6) การถือศีลอดเป็นการฝึกจิตใจให้มีสมาธิแน่วแน่ ในสิ่งที่ตัวเองยืนหยัดศรัทธา
    7) ถึงแม้การถือศีลอดจะทำให้ท้องเกิดความหิวกระหาย แต่ขณะเดียวกัน มันก็ทำให้หัวใจเกิดความหิวกระหายที่จะทำดีด้วย
    8) การถือศีลอดก่อให้เกิดความเสมอภาคขึ้นในหมู่ประชาชาติมุสลิม เพราะในเดือนรอมฎอน ไม่ว่าใครจะรวยหรือจนขนาดไหน มุสลิมทุกคนต่างก็ต้องอดอาหารตามคำบัญชาของอัลลอฮฺด้วยกันทั้งสิ้น
    9) การถือศีลอดเป็นการฝึกความซื่อสัตย์ต่อตนเองและพระเจ้า บางครั้งบางคนอาจจะทนกับความหิวโหย แอบกินอาหารโดยที่ไม่ให้ใครเห็น แต่พึงระลึกไว้เถอะว่าไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็แล้วแต่ทั้งในที่ลับหรือที่แจ้ง อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงรู้ และทรงเห็น
สิ่งที่เป็นซุนนะฮฺในการถือศีลอดได้แก่  (ซุนนะฮุ คือ ถ้าทำได้บุญกุศล ละทิ้งไม่มีโทษ)
1.รับประทาน อาหารสะฮูรโดยให้ล่าช้าในการรับประทาน ท่านรอซูล ศ๊อลลัลลอฮุอะลัย ฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “ ประชาชาติของฉันยังอยู่ในความดี ในเมื่อพวกเขารีบแก้ศีลอด และ ล่าช้าในการรับประทานอาหารสะฮูร ”
2.รีบละศีลอดเมื่อได้เวลา แก้ศีลอดด้วยอินทผาลัมสุกหรือแห้ง หรือน้ำ โดยรับประทานเป็นจำนวนคี่ ก่อนการแก้ศีลอดให้อ่านดุอาว่า “ อัลลอฮุมมะ ละกะศุมตุ วะอาลาริซกิกะ อัฟตอรตุ ”
3.งดเว้นการปฏิบัติในสิ่งที่ขัดต่อมารยาทของการถือศีลอด เช่น การด่าทอ นินทา การพูด โกหก การพูดในสิ่งที่ไร้สาระ ฯลฯ
4.อ่านอัลกุรอาน
5.ละหมาดกิยาม (ตะรอเวียะฮฺ)ในค่ำคืนของเดือนรอมฎอน
6.การทำเอี๊ยะติกาฟในมัสยิด เฉพาะอย่างยิ่งใน 10 คืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอน เพื่อแสวงหาคืน อัล ก๊อดรฺ(ลัยละตุ้ลก๊อดรฺ)
7.ทำสิ่งที่เป็นความดีต่างๆให้มาก ไม่ว่าจะเป็นการละหมาด การกล่าวซิกรุลลอฮฺ และการทำศอดาเกาะฮฺ
8.ควรเป็นคนใจบุญ เห็นอกเห็นใจคนยากคนจน

สิ่งที่ทำให้เสียศีลอดมี 7 ประการ คือ
    1. กินและดื่ม โดยเจตนา
    2. อาเจียรโดยเจตนา
    3. มีเลือดประจำเดือน
    4. มีเลือดอันเนื่องจากการคลอดบุตร
    5. หลั่งอสุจิโดยเจตนา
    6. สูบบุหรี่
    7. สิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม


การถือศิลอดในทัศนะทางการแพทย์
    นักวิชาการอเมริกาคนหนึ่ง ชื่อนายแพทย์ Allan Cott เขาได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า “ Way Fast ? ” (ทำไม่ต้องถือศิลอด) ซึ่งเป็นผลจากกการวิจัยของเขาจากหลายๆประเทศ เขาได้สรุปถึงเคล็ดลับของการถือศิลอดไว้ 10 ข้อ ดังนี้
1. to feel better physically and mentally. = ทำให้รู้สึกว่ามีสุขภาพและจิตใจที่ดีขึ้น
2. to look and feel younger. = ทำให้มองเห็นและรู้สึกอ่อนเยาว์ขึ้น
3. to clean out the body. = ทำให้ร่างกายสะอาดสะอ้าน
4. to lower blood pressure and cholesterol levels = ช่วยลดความดันโลหิตสูง และระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
5. to get more out of sex = ช่วยลดความรู้สึกอารมณ์ใคร่ (เซ็กส์)
6.to let the body health itself = ช่วยให้ร่างกายบำบัดตนเอง
7. to relieve the tension = ช่วยลดความตรึงเครียด
8. to sharp the sense = ช่วยให้สติปัญญาเฉียบแหลม
9. to again control of ourself = ทำให้สามารถควบคุมตนเองได้
10. to slow the aging process = ช่วยชะลอความชรา

Cr. สะตอดอง

ประเพณีการทักทายแบบอิสลาม



คำทักทายแบบอิสลาม

  อิสลาม คือ ระบอบชีวิตที่สมบูรณ์ ที่ยืนหยัดอยู่บนหลักการยอมจำนนและเชื่อฟังต่อคำสอนของพระผู้เป็นเจ้าโดยดุษฎี โดยความหมายแล้วอิสลาม เป็นคำภาษาอาหรับ หมายถึงการยอมจำนน การอ่อนน้อม และการเชื่อฟัง และอีกความหมายหนึ่งคือ สันติ สันติภาพ หรือ สันติสุข
หลายท่านคงจะคุ้นเคยกับอิสลามกับบ้างแล้ว

แต่อยากจะนำเสนออีกแง่มุมหนึ่งของการดำรงชีวิตแบบอิสลาม

คนที่นับถือศาสนาอิสลาม เรียกว่า มุสลิม

มุสลิม เวลาเจอกัน เขาจะทักทายแบบอิสลามว่า

"อัสลามูอาลัยกุมวาเราะห์มาตุ้ลลอฮฺอิวาบารอกาตุฮฺ"

หรือที่ได้ยินสั้นๆ ว่า "อัสลามูอาลัยกุม "

ความหมายก็คือ ขอความสันติสุข หรือความสุข จงมีแด่ท่าน

คนที่ได้ยินคำให้สลามจะตอบรับว่า

"วาอาลัยกุมมุสลาม" ซึ่งแปลว่า "ขอความสันติสุข หรือความสุข จงมีแด่ท่านเช่นกัน"

การให้สลามก็เหมือนกับการขอพรให้ซึ่งกันและกัน

แต่ถ้าจะให้ดีต้องมีการสัมผัสมือหรือการสวมกอด ซึ่งกันและกัน จะแสดงถึงความรักและความอบอุ่นที่มีให้กันมากยิ่งขึ้น

การทักทายกันใครจะทักทายใครก่อน ท่านนบีมุฮัมมัด(ซ.ล.) ได้กล่าวไว้ว่า "คนขี่พาหนะจะต้องให้แก่คนเดินเท้าก่อน คนที่เดินเท้าจะต้องให้สลามแก่คนที่นั่ง คนจำนวนน้อยจะต้องให้สลามแก่คนจำนวนมาก คนหนุ่มจะต้องให้สลามแก่คนแก่"

นั่นแน! ผู้ชายคงจะคิดซิว่า เดี๋ยวเจอหญิงอิสลามแล้วจะกอดให้แน่นๆ เลย
ตื่นค่ะ!! หยุดฝันได้แล้ว



ปล. ผู้หญิงกับผู้ชาย อิสลามไม่อนุญาตให้สัมผัสมือและสวมกอดกัน

ยกเว้นคนที่ไม่สามารถแต่งงานกันได้ สามารถสัมผัสมือและสวดกอดกันได้

ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงกับผู้หญิง ผู้ชายกับผู้ชาย พี่ชายน้องสาว สามีภรรยา ฯลฯ

นี่คืออีกหนึ่งกับการดำรงชีวิตของมุสลิมแบบอิสลาม



Cr. www.gotoknow.org

วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2560

3 เชื้อชาติ ประสานกลายเป็นพหุวัฒนธรรมที่ดีงาม สวัสดีวันตรุษจีน



พหุวัฒนธรรม  คือ สังคมที่มีวัฒนธรรมหลากหลาย
ผู้คนหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขในสังคมนั้นๆ 
เช่นสังคมเมืองปัตตานีก็ถือเป็นสังคมหลากหลาย
เพราะประกอบด้วยคนจีน มลายู และไทย.....
ประเพณีจึงแตกต่างกันไป แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้
วันนี้ผมก็จะอธิบายความเป็นมาของประเพณีหลักๆ ของ 3 เชื้อชาตินี้
1.ประเพณีตรุษจีน (จีน)


วันตรุษจีนซึ่งตรงกับเดือน 1 ของจีน เป็นประเพณีขึ้นปีใหม่ชาวจีน ซึ่งในอดีตชาวจีนหยุดงานเฉลิมฉลองกันตั้งแต่วัน 1 ค่ำ เดือน 1 จนถึง 15 ค่ำ เดือน 1 (ตามปฏิทินจีน) เป็นเวลา 15 วัน เพื่อจัดเตรียมสิ่งของและเยี่ยมเยียนญาติ เนื่องจากสังคมในอดีต มีการพึ่งพาอาศัย ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ต้องแข่งขันหรือเร่งรีบทำมาหากิน อีกทั้งจำนวนประชากรมีไม่มากนัก ทรัพยากรที่เป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตยังคงมีเพียงพอ และถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความเป็นสิริมงคล และถือประเพณีตรุษจีนเป็นวันหยุดพักผ่อนแห่งปีด้วย ซึ่งวันงานแท้ ๆ มีอยู่ 3 วัน คือ วันที่ 29 , 30 ของเดือน 12 และวันที่ 1 ทั้ง 3 วัน เป็นวันแห่งพิธีต้อนรับปีใหม่ วันที่ 29 เรียกว่า วันจ่าย วันที่ 30 เรียกว่าวันไหว้ มีการไหว้ เทพเจ้า ไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ตอนเช้าไหว้เทพเจ้า ตอนสายไหว้บรรพบุรุษ ตอนบ่ายไหว้วิญญาณเร่ร่อน

ส่วนวันที่ 1 เป็นวันขึ้นปีใหม่ เป็นวันที่ชาวจีนจะไม่ทำงานอะไร แต่จะออกไปเยี่ยมญาติ มีกิจกรรมแจกซองแดง (อังเปา) และส่งของกำนัลแก่กันในหมู่วงศ์ญาติ เป็นการสร้างเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกัน รวมทั้งแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อกันในระหว่างเครือญาติ และเพื่อนสนิทมิตรสหาย ก่อนวันตรุษจีนสมาชิกภายในครอบครัว แม่บ้าน และลูก ๆ จะร่วมกันทำความสะอาด และตกแต่งบ้านเรือนด้วยกระดาษสีแดง ผู้เป็นพ่อแม่จะบอกเล่าความสำคัญ และความหมายของการทำความสะอาด และใช้กระดาษสีแดงให้ ลูก ๆ ฟัง


ชาวจีนถือว่าสีแดง เป็นสีแห่งความเป็นสิริมงคล และมีการเขียนคำมงคลในกระดาษแดง เป็นการช่วยให้กำลังใจว่า ความยากลำบากในปีที่ผ่านมาได้สิ้นสุดลงแล้ว พร้อมกับนำมาปะตามขอบประตู หน้าต่าง และตู้เก็บของ มีการคาดผ้าแดงที่ขอบประตูด้านบน เรียกว่า ผ้าฉาย มีผ้าคาดโต๊ะพระที่มีลวดลายสวยงามเรียกว่า โต๊ะอุ๋ย เพื่อต้อนรับความเป็นมงคลให้แก่ตน และบ้านเรือนที่ตนอาศัยและการทำความสะอาดบ้านเรือนเพื่อเป็นการต้อนรับเทพเจ้าและสิ่งดี ๆ ที่จะเข้ามาหาในปีใหม่ หากไม่ได้ปฏิบัติสิ่งดี ๆ จะไม่เข้ามาเพราะบ้านเรือนสกปรก ในช่วงวันดังกล่าวจะไม่มีการปฏิบัติงาน ไม่เช่นนั้นชีวิตของคนคนนั้นจะมีแต่ความลำบาก ต้องทำงานหนักไปตลอดทั้งปี ชาวบ้านมีความเชื่อในเรื่องเคล็ด ในวันเที่ยว (โช้ยอิด) ของเทศกาลตรุษจีน ถ้าสามารถหลีกเลี่ยงที่ไม่ทำงานได้ในวันนี้ ทุกคนก็หยุดทำงานในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากถ้าหากปฏิบัติงานในวันนี้ เป็นตัวบ่งชี้ว่าในปีนี้ทั้งปี ต้องทำงานหนัก ไปตลอดปี และการมีบุญวาสนาขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตนในวันตรุษจีน ดังคำเปรียบเทียบว่า “วันมงคล เริ่มปีใหม่วันแรก ยังต้องทำงานหนักเสียแล้ว เพราะฉะนั้นก็ต้องทำงานหนักตลอดทั้งปีแน่


การประกอบพิธีกรรมในช่วงตรุษจีน เริ่มมีการปฏิบัติก่อนวัน 1 ค่ำเดือน 1 เล็กน้อย มีการส่งเทพเจ้าประจำบ้านขึ้นสวรรค์ เรียกว่า “จั๊บยี่โง้ยยี่สี่ส้างซิ๋น” โดยสมาชิกในบ้านร่วมกันทำความสะอาดบ้านก่อน พอรุ่งเช้าก็จะเตรียมสิ่งของเครื่องสักการะต่าง ๆ แล้วนำมาเซ่นไหว้เทพเจ้าประจำบ้าน หรือเทพเจ้าเตา เพื่อส่งขึ้นไปประชุมบนสวรรค์ ให้เทพเจ้าขึ้นไปรายงานความประพฤติ ของมนุษย์ต่อองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ ว่าในรอบปีหนึ่งโลกมนุษย์มีใครปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอย่างไร ชาวจีนจะนำเครื่องบูชาที่ประกอบด้วย ไก่ทั้งตัว หมู และบะหมี่ รวมทั้งขนมหวาน เช่น ขนมเข่ง ขนมเทียน เผือกเชื่อมแล้วนำเครื่องบูชามาวางไว้ที่หน้าพระประจำบ้าน ในตอนเช้า และในวันสิ้นปี คือ วันที่ 29 หรือ 30 ค่ำ เดือน 12 มีการนำเครื่องบูชามาไหว้พระอีกครั้งหนึ่ง เสร็จแล้วนำ เครื่องบูชาเหล่านั้นไปประกอบอาหารเพื่อนำมา เซ่นไหว้ วิญญาณของสหายภราดร (โฮ้เฮี่ยตี๋ หรือวิญญาณเร่ร่อน)
บริเวณภายนอกบ้านในตอนเย็น และค่ำวันนั้นเป็นวันรวมญาติ ของชาวจีน มีญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงมาร่วมกันรับประทาน อาหารพร้อมๆ กัน เป็นการส่งท้ายปีเก่า ซึ่งขณะรับประทาน อาหาร ก็มักจะพูดคุยกันแต่สิ่งดีๆ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการประกอบ ธุรกิจ ความเป็นอยู่ ของแต่ละคนพิธีกรรม เช่น เรื่องพิธีกรรมการไหว้ตรุษจีนมาจากไหน ทำไมต้องทำ ทำแล้วเป็นอย่างไร เป็นต้น




2.ประเพณีฮารีรายอ (มุสลิม)


วันฮารีรายอ (ตามภาษามาลายูปัตตานี) หรือ วันฮารีรายา (ภาษามาลายูกลาง) เป็นวันรื่นเริงของชาวมุสลิมทั่วโลก ซึ่งใน 1 ปี ชาวมุสลิม มีวันฮารีรายอ 2 ครั้ง คือ อีดิลฟิตรี ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือนเชาวาล ซึ่งเป็นเดือน 10 ตามปฏิทินอิสลาม คือ วันออกบวช และ อีดิลอัฏฮา ตรงกับวันที่ 10 เดือน ซุลฮิจญะ หรือตรงกับเดือน 12 ของปฏิทินอิสลาม ซึ่งเป็นการฉลอง วันออกฮัจญ์ ซึ่งในวันดังกล่าวชาวมุสลิมจะไปเยี่ยมเยียนพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน เพื่ออภัยต่อกันในสิ่งที่ผ่านมา โดยในวันอีดีลฟิตรี มุสลิมทุกคนจะต้องจ่าย ซะกาตฟิตเราะห์ คือการบริจาคทานแก่คนยากจนอนาถา ส่วนในวันอีดิลอัฏฮา จะมีการเชือดสัตว์พลี และทำ กุรบัน แจกจ่ายเนื้อเพื่อเป็นทานแก่ญาติมิตร สัตว์ที่ใช้ในการเชือดพลีได้แก่ อูฐ วัว แพะ ถือเป็นการขัดเกลาจิตใจของมนุษย์ให้เป็นผู้บริจาค เป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์ ในวันฮารีรายอ ชาวมุสลิม จะเดินทางกลับภูมิลำเนาของตน มาร่วมประกอบพิธีกรรมทางศาสนาโดยพร้อมเพรียงกัน ได้พบปะ สังสรรค์กับเพื่อน ญาติพี่น้อง เพื่อจะได้ขออภัยต่อกัน
          สำหรับพิธีกรรมในวันดังกล่าว ชาวมุสลิมจะตื่นนอนแต่เช้าตรู โดยเฉพาะผู้หญิงจะตกแต่งบ้านเรือนให้สะอาดสวยงามเป็นพิเศษ จัดเตรียมอาหาร ขนมต่างๆ ไว้ต้อนรับเพื่อน ญาติพี่น้อง และแขกที่มาเยี่ยมเยียน หลังเสร็จสิ้นภารกิจแล้วจึงจะอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด เรียกว่า อาบน้ำสุนัต กำหนดเวลาอาบตั้งแต่เที่ยงคืนเริ่มต้นวันฮารีรายอ จนถึงพระอาทิตย์ตก แต่เวลาที่ดีที่สุดและเป็นที่นิยมอาบน้ำสุนัต คือ เมื่อแสงอรุณขึ้นขอบฟ้าในวันฮารีรายอ ในขณะอาบน้ำสุนัต ทุกคนจะต้องกล่าวดุอาร์ เป็นการขอพร จากนั้นจะเดินทางไปมัสยิดเพื่อละหมาดและเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วในกุโบร์ หรือสุสาน ที่ตั้งอยู่ภายในมัสยิดนั้นๆ.





3.ประเพณีสงกรานต์ (ไทย)


วันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยมาแต่โบราณก่อนที่จะมีการประกาศวันขึ้นปีใหม่แบบสากล ในขณะที่ชาวต่างชาติต่างรู้จักวันสงกรานต์ในฐานะของการละเล่นสาดน้ำคลายร้อนที่โด่งดังไปทั่วโลก

คำว่าสงกรานต์นั้น แปลว่า ก้าวขึ้น เปลี่ยนผ่าน หรือย่างขึ้น ซึ่งตรงกับทางโหราศาสตร์ที่ว่า วันสงกรานต์จะเป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ ซึ่งตรงกับวันที่ 13 , 14, 15 เมษายนของทุกปี ในบางจังหวัดก็จะมีการเฉลิมฉลองยาวนานกว่า 3 วัน เช่น ประเพณีสงกรานต์เชียงใหม่ หรือประเพณีสงกรานต์พระประแดง ประเพณีสงกรานต์(วันไหล)พัทยา และนอกจากไทยแล้ว ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง เช่น ลาว พม่า กัมพูชา ก็มีประเพณีวันสงกรานต์เช่นเดียวกัน
ในระหว่าง 3 วันนี้ จะมีกิจกรรมต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น การทำความสะอาดบ้านเรือน เข้าวัดทำบุญ ขนทรายเข้าวัด ก่อเจดีย์ทราย สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ และการละเล่นสาดน้ำของหนุ่มสาว


ในวันที่ 13  เมษายน จะเรียกว่าวันมหาสงกรานต์ เป็นวันสิ้นปีเก่าเตรียมเข้าสู่วันขึ้นปีใหม่ ผู้คนก็จะปัดกวาด ทำความสะอาดบ้าน เพื่อชำระล้างสิ่งไม่ดีให้ออกไปจากบ้าน เป็นการต้อนรับปีใหม่ บางบ้านก็จะยิงปืน จุดประทัด หรือทำอะไรก็ได้ให้เกิดเสียงดัง เพื่อขับไล่สิ่งไม่ดีต่างๆ ออกไป

วันที่ 14 เมษายน วันเนาหรือวันเน่า ตามวัดวาอารามต่างๆ จะมีการเตรียมงานทำบุญสงกรานต์ ตอนบ่ายๆ จะมีการขนทรายเข้าวัดเตรียมก่อเจดีย์ทราย ในวันนี้คนโบราณมีความเชื่อว่า ห้ามพูดจาไม่ดีต่อกัน ห้ามทะเลาะเบาะแว้ง เพราะจะทำให้โชคไม่ดีไปตลอดปี

วันที่  15 เมษายน วันเถลิงศกหรือวันพญาวัน  เป็นวันที่ผู้คนพากันเข้าวัด ทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว มีการรดน้ำดำหัว ขอพรจากผู้สูงอายุ ผู้อาวุโสในชุมชน มีการก่อเจดีย์ทราย การละเล่นสาดน้ำของหนุ่มสาว ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่หนุ่มสาวจะได้พบปะกันพูดคุยกัน เกี้ยวพาราสีกันได้ด้วยการละเล่นสาดน้ำ



ที่มาของประเพณีสงกรานต์นั้นอิงมาจากตำนานนางสงกรานต์ เมื่อธรรมาบาลกุมารผู้มีสติปัญญาปราดเปรื่อง สามารถตอบคำถามท้าวกบิลพรหมได้ ทำให้ท้าวกบิลพรหมต้องตัดศีรษะตนเองตามที่ตกลงไว้กับธรรมบาลกุมารว่าจะยอมตัดศีรษะให้หากตอบคำถามได้ แต่ศีรษะของท้าวกบิลพรหมนั้นหากตัดแล้วนำไปตั้งไว้บนผืนดิน แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ ถ้าโยนขึ้นท้องฟ้า ฝนจะแล้ง ท้าวกบิลพรหมจึงให้ลูกสาวทั้งเจ็ดคนผลัดเปลี่ยนกันจัดขบวนแห่ศีรษะของตนเองรอบเขาพระสุเมรุ ทุกๆ 365 วัน การนำศีรษะของท้าวกบิลพรหมออกแห่จึงถูกนับว่าเป็นการขึ้นปีใหม่นั่นเอง





สวัสดีวันตรุษจีน
มีความสุขกันทุกคนนะคร้าบบบบ